Acer aspire 3680 no sound headphone jack on Windows Operating System
หลังจากได้บอกถึงปัญหาทางฝั่ง Linux ไปเมื่อ blog ก่อนๆ แล้ว คราวนี้เจอปัญหาใหม่ น่าเบื่อกว่าเดิม
เมื่อไม่มเสียงออกหูฟังหลังจากเสียบ jack เข้าไป แม้จะไปดาวน์โหลดเอา driver ที่คิดว่าอัพเดตมาลง
ใหม่ก็ตาม หวังว่าทาง Acer จะแก้ปัญหานี้เสียที น่าเบื่อจริงๆ ขนาด Linux ที่บอกเป็นระบบปฏิบัติการ
ให้กับเครื่อง ( Linpus ) ยังเก่าคร่ำครึ แต่เอาเถอะซื้อมาใช้แล้วก็ต้องแก้ไป
ทางแก้
ทำให้ notebook อยู่ในโหมด standby ( อาจปิดเครื่องหรือไปกด standby ที่ปุ่ม shutdown ก็ได้ ) เปิดเครื่องมาอีกครั้ง
หูฟังคุณจะกลับมาใช้งานได้ตามปกติให้เป็นที่อัศจรรย์ใจยิ่งนัก - -"
Credit :: Very Thank you
http://www.softwaretipsandtricks.com/forum/hardware-problems/31389-no-sound-headphone-jack-realtek-hd-audio-device-2.html
Showing posts with label Acer. Show all posts
Showing posts with label Acer. Show all posts
2009-04-08
2009-03-03
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ต่อผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน
A. ความเสี่ยงหมายถึงอะไร
ความปลอดภัยของข้อมูลจะพิจารณาจาก 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้
ความลับ - ข้อมูลควรจะถูกเรียกใช้ได้เฉพาะจากผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงเท่านั้น
ความสมบูรณ์ - ข้อมูลควรจะถูกแก้ไขได้เฉพาะจากผู้ได้รับสิทธิ์เท่านั้น จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรืออุบัติเหตุก็ตาม
ความพร้อมใช้ - ข้อมูลควรจะพร้อมให้ผู้ต้องการใช้ได้ทันที ในขณะที่ต้องการจะใช้
คำนิยามเหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้กับการใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้เช่นเดียวกับการใช้งานเครือข่ายขององค์กร ผู้ใช้ทั่วไปคงไม่ต้องการให้ผู้อื่นอ่านเอกสารสำคัญของตน ในทำนองเดียวกัน ผู้ใช้ก็คงต้องการที่จะให้งานทั้งหมดที่ตนเองเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือข้อความใน e-mail ที่ส่งไปยังเพื่อนและครอบครัวก็ตาม ผู้ใช้ควรจะสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ตนเองเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและพร้อมให้เรียกใช้งานได้ตลอดเวลา
บางครั้ง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บุกรุกต้องการนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานเพื่อจุดประสงค์ร้าย แต่ก็มีความเสี่ยงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองกับอินเทอร์เน็ตก็ตาม (เช่น ความผิดพลาดของฮาร์ดดิสก์ การถูกลักขโมย กระแสไฟฟ้าที่ใช้งานไม่เพียงพอ) ข่าวร้ายก็คือ ผู้ใช้ไม่สามารถเตรียมการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ทั้งหมด ส่วนข่าวดีก็คือ มีขั้นตอนง่ายๆ ที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ นอกจากนั้น บางขั้นตอนยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะขึ้นทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามที่ผู้ใช้อาจจะประสบได้อีกด้วย
ก่อนที่จะนำเสนอถึงวิธีการในการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานที่บ้าน จะขอนำเสนอถึงรายละเอียดของความเสี่ยงเหล่านี้พอสังเขป
B. การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานเพื่อจุดประสงค์ร้าย
วิธีการที่ผู้บุกรุกนิยมนำไปใช้เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานที่บ้าน ได้ถูกนำมาอธิบายไว้ตามหัวข้อด้านล่าง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามรายการในส่วนของ แหล่งอ้างอิง ด้านล่าง
โปรแกรม Trojan
Back door และโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกล (remote administration)
Denial of Service
การถูกใช้เป็นตัวกลางเพื่อการโจมตีระบบอื่นๆ
การไม่ป้องกันการแชร์ (share) ทรัพยากรบน Windows
Mobile code (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX)
Cross-site scripting
E-mail spoofing
E-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัส
ออปชัน "hide file extensions"
โปรแกรมสนทนา (chat)
การดักจับ Packet
1. โปรแกรม Trojan
โปรแกรม Trojan เป็นวิธีการที่ผู้บุกรุกโดยทั่วไปใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้เพื่อลักลอบติดตั้งโปรแกรมจำพวก back door (บางครั้งเรียกวิธีการดังกล่าวนี้ว่า "social engineering" ซึ่งหมายถึงเทคนิคการเข้าถึงข้อมูลในระบบด้วยการหลอกลวงหรือล่อหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อ) ด้วยวิธีการนี้ทำให้ผู้บุกรุกเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ทั่วไปโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว หลังจากนั้นผู้บุกรุกสามารถแก้ไขค่าใดๆ ในระบบ หรือนำเอาไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาติดไว้ในเครื่องได้โดยง่าย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ trojan สามารถศึกษาได้จาก
http://www/cert.org/advisories/CA-99-02-Trijan-Horses.html
2. Back door และโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกล (remote administration)
สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เครื่องมือที่ผู้บุกรุกนิยมใช้เพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจากระยะไกลมี 3 อย่างคือ BackOrifice, Netbus และ SubSeven หลังจากที่ Back door หรือโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกลเหล่านี้ถูกติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว จะทำให้ผู้อื่นที่อยู่ภายนอกเข้าถึงและสามารถควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ จึงขอให้ผู้ใช้ทำการศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารของ CERT เรื่องช่องโหว่เกี่ยวกับ BackOrifice ซึ่งภายในเอกสารฉบับนี้จะอธิบายถึงวิธีการทำงานและกาตรวจหา รวมถึงการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จาก BackOrifice ที่นี่
http://www.cert.org/vul_notes/VN-98.07.backorifice.html
3. Denial of Service
Denial of Service (DoS) เป็นการโจมตีอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้หยุดการทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุหรือทำให้การทำงานของเครื่องเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานได้ ในหลายกรณี การนำ patch ล่าสุดมาติดตั้งลงในเครื่องจะช่วยป้องกันการโจมตีแบบนี้ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Denial of Service ได้ถูกอธิบายในเอกสารต่อไปนี้
http://www.cert.org/advisories/CA-2000-01.html
ข้อควรจำสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ บางครั้งแทนที่เครื่องของผู้ใช้จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแบบ Denial of Service กลับถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการโจมตี Denial of Service ไปยังระบบอื่นแทนก็ได้
4. การถูกใช้เป็นตัวกลางเพื่อการโจมตีระบบอื่นๆ
ในหลายๆ ครั้ง ที่ผู้บุกรุกนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองได้รับสิทธิ์ในการเข้าใช้งานไปใช้เป็นตัวกลางในการโจมตีระบบอื่น ตัวอย่างเช่น วิธีการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) นั่นคือ ผู้บุกรุกจะติดตั้ง "agent" (ส่วนใหญ่มักเป็นโปรแกรมประเภท trojan) ให้ทำงานในเครื่องที่ตนเองได้รับสิทธิ์เข้าใช้งานดังกล่าว เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นพร้อมที่จะรับคำสั่งต่อไป หลังจากที่ผู้บุกรุกสร้างเครื่องที่จะทำหน้าที่เป็น agent ได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็น "handler" ทำการสั่งให้เครื่องที่เป็น agent ทั้งหมดทำการโจมตีแบบ Denial of Service ไปยังระบบอื่น ดังนั้น เป้าหมายสุดท้ายของการโจมตีจึงไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยตรง แต่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เป็นเพียงเครื่องช่วยขยายขอบเขตในการโจมตี
5. การไม่ป้องกันการแชร์ (share) ทรัพยากรบนวินโดวส์
การแชร์ทรัพยากรของเครือข่ายที่ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซึ่งไม่รับการป้องกันที่เพียงพอสามารถเกิดเป็นช่องโหว่ให้ผู้บุกรุกใช้เป็นช่องทางในการติดตั้งเครื่องมือเพื่อใช้ในการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นได้มากมาย เนื่องจากความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละที่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีความสัมพันธ์กัน เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ ก็ตามที่ถูกบุกรุกไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เป็นเจ้าของเครื่องเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตด้วย ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้มีผลมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ดโดยขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรของเครือข่ายที่เพียงพอ รวมกับเครื่องมือในการโจมตีซึ่งมีอยู่แพร่หลาย ดังเช่นตัวอย่างที่ได้แสดงไว้ในนี้
http://www.cert.org/incident_notes/IN-2000-01.html
นอกจากนั้น ยังมีภัยจากโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการโจมตีหรือทำลายระบบ เช่น ไวรัส หรือ worm เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรบนเครือข่าย โปรแกรมเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายเข้าไปในเครื่องได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น กรณีของ worm ชื่อ 911 ซึ่งได้อธิบายไว้ที่นี่
http://www.cert.org/incident_notes/IN-2000-03.html
ด้วยสาเหตุของการขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรบนเครือข่ายนี้เองนี้เอง ส่งผลให้เครื่องมือบุกรุกชนิดอื่นๆ สามารถเข้าไปใช้งานหรือทำลายระบบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
6. Mobile code (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX)
มีการรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ "mobile code" (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX) ซึ่งโค้ดประเภทนี้ถือเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมแบบหนึ่ง (บางครั้งอาจเรียกว่าสคริปต์) มีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นภาษาอนุญาตให้ผู้พัฒนาเว็บเขียนโปรแกรมขึ้นมา แล้วนำโปรแกรมที่ได้ไปทำงานบนบราวเซอร์ของผู้ใช้แต่ละคน (ต่างจากโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาอื่นๆ ซึ่งโปรแกรมจะทำงานที่เครื่องให้บริการ) ถึงแม้ว่าโค้ดที่เขียนขึ้นแบบนี้จะมีประโยชน์ต่อการใช้งาน แต่ก็เป็นวิธีการที่ผู้บุกรุกสามารถนำไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ (เช่น ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ใดบ้าง) หรือเพื่อให้เกิดการเรียกโปรแกรมที่ใช้ในการบุกรุกระบบอื่นๆ ให้ทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้โดยการยกเลิกการใช้งาน Java, JavaScript และ ActiveX ที่เว็บบราวเซอร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน ซึ่งทาง CERT ขอแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนนำไปปฏิบัติทุกครั้งที่เข้าไปที่เว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่น่าเชื่อถือ
นอกจากการเปิดเว็บแล้ว อีกทางหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงคือการโค้ดประเภทนี้ร่วมกับโปรแกรมรับส่ง e-mail ซึ่งโปรแกรมรับส่ง e-mail หลายโปรแกรมใช้โค้ดในลักษณะเดียวกับการที่บราวเซอร์ใช้ในการแสดงผล ทำให้ผลกระทบที่ได้รับจากการใช้งาน e-mail ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้งานเว็บ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโค้ดที่มีจุดประสงค์ในการทำความเสียหายให้แก่ระบบอยู่ที่ http://www.cert.org/tech_tips/malicious_code_FAQ.html
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งาน ActiveX อยู่ที่ http://www.cert.org/archive/pdf/activeX_report.pdf
7. Cross-site scripting
ผู้พัฒนาเว็บโดยมีจุดประสงค์ร้ายบางคนอาจจะเขียนสคริปต์การทำงานบางอย่างรวมไว้ในโค้ดโปรแกรมของตน แล้วส่งไปยังเว็บไซต์ เช่น ค่า URL (Uniform Resource Locator), ส่วนใดส่วนหนึ่งของฟอร์ม หรือการสืบค้นฐานข้อมูล หลังจากนั้น เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวตอบรับการขอใช้งานจากผู้ใช้ สคริปต์ส่วนดังกล่าวนี้จะถูกส่งมายังบราวเซอร์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ด้วย
ช่องทางที่ผู้ใช้ทำให้เว็บบราวเซอร์ของตนเองได้รับสคริปต์จำพวกนี้ได้แก่
เรียกดูลิงก์ (link) ตามที่ปรากฏในเว็บเพจ, e-mail หรือข้อความที่ปรากฏใน newsgroup โดยไม่ทราบว่าปลายทางของลิงก์ดังกล่าวคือที่ใด
ใช้งานฟอร์มที่ทำงานแบบ interactive ของเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
เรียกดูที่ห้องสนทนาหรืออื่นๆ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้แต่ละคนใส่ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความธรรมดาและข้อความแบบ HTML ลงไปได้ และมีการอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงนี้ได้แสดงไว้ในหัวข้อ malicious code ที่ CA-2000-02 Malicious HTML Tags Embedded in Client Web Requests
8. E-mail spoofing
E-mail "spoofing" คือ e-mail ที่ถูกส่งเข้ามาในระบบโดยที่ชื่อต้นทางของ e-mail ที่ปรากฏกับต้นทางของ e-mail ที่ใช้ส่งจริงไม่ตรงกัน จุดมุ่งหมายของ e-mail spoofing คือการลวงให้ผู้ได้รับเข้าใจผิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบ หรือข้อมูลสำคัญ (เช่น รหัสผ่าน)
การส่ง e-mail โดยการ spoof นี้มีตั้งแต่ระดับที่ส่งเพื่อล้อเล่นไม่ได้มีเจตนาร้ายแรงใดๆ จนถึงระดับที่เป็น social engineering ตัวอย่างเช่น
e-mail จากผู้ดูแลระบบที่ส่งไปยังผู้ใช้ เพื่อสั่งให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านของตนเองไปเป็นรหัสผ่านที่ผู้ส่งต้องการ พร้อมทั้งข่มขู่ผู้ใช้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงจะถูกระงับการใช้งาน
e-mail ที่ปลอมว่าส่งจากผู้มีอำนาจร้องขอให้ผู้ใช้ส่งสำเนาไฟล์รหัสผ่านหรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ กลับมา
ผู้ใช้จึงควรระลึกไว้เสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ให้บริการ (เช่น บริการอินเทอร์เน็ต) ร้องขอให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงรหัสผ่าน ผู้ให้บริการจะต้องไม่กำหนดว่ารหัสผ่านใหม่ของผู้ใช้ควรจะเป็นอะไร นอกจากนั้น ผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายจะไม่ขอให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลรหัสผ่านไปให้ผู้บริการผ่านทาง e-mail ถ้าผู้ใช้คนใดสงสัยว่าตนเองได้รับ e-mail จากผู้ส่งที่มีเจตนาร้าย และ e-mail ดังกล่าวที่มีการ spoof ชื่อผู้ส่ง ขอให้ติดต่อไปยังผู้ให้บริการของท่านโดยทันที
9. E-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัส
ไวรัสและโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการทำลายระบบอื่นๆ มักจะแพร่กระจายผ่านการแนบไปกับ e-mail ดังนั้น ก่อนที่ผู้ใช้จะเปิดไฟล์แนบใดๆ ที่ส่งมากับ e-mail ผู้ใช้ควรจะแน่ใจก่อนว่าไฟล์นั้นมาจากที่ใด ซึ่งการทราบถึงแหล่งที่มาของไฟล์นั้น ไม่ได้หมายถึงการที่ผู้ใช้ทราบว่าใครเป็นผู้ส่ง e-mail มาให้ตนเองเท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีของไวรัส Melissa (อ่านรายละเอียดได้จากส่วน แหล่งอ้างอิง) แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกส่งจาก e-mail address ที่ผู้รับคุ้นเคย นอกจากนั้นโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ร้ายหลายอันอาจจะแพร่กระจายผ่านโปรแกรมที่ให้ความบันเทิงหรือโปรแกรมล่อลวงอื่นๆ
ผู้ใช้จึงไม่ควรเรียกใช้งานโปรแกรมใดๆ ถ้าหากไม่แน่ใจว่าถูกพัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาโปรแกรมหรือบริษัทที่เชื่อถือหรือไม่ และยังไม่ควรส่งโปรแกรมที่ตนเองไม่รู้ที่มาไปให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานโดยเด็ดขาด แม้ว่าโปรแกรมดังกล่าวจะเป็นโปรแกรมที่ให้ความสนุกสนานก็ตาม เพราะโปรแกรมลักษณะดังกล่าวมักจะมีโปรแกรม trojan แฝงมาด้วยเสมอ
10. ออปชัน "hide file extensions"
ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์จะมีออปชันอย่างหนึ่งคือ "Hide file extensions for known file types" เป็นออปชันที่สั่งให้ระบบซ่อนนามสกุล 3 ตัวหลังสุด (extension) ของไฟล์ที่ระบบรู้จักไว้เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกดูไฟล์บนหน้าจอ ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้งค่าให้ออปชันนี้ทำงาน แต่ผู้ใช้สามารถยกเลิกการใช้งานออปชันนี้ได้เพื่อให้มีการแสดงนามสกุลของไฟล์ทั้งหมดบนหน้าจอ e-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัสหลายฉบับใช้ช่องโหว่ข้อนี้ในการโจมตี ตัวอย่างเช่น worm ชื่อ VBS/LoveLetter ที่ใช้การซ่อนนามสกุล 3 ตัวหลังสุดของไฟล์ที่ส่งมากับ e-mail ทำให้ไฟล์ที่ชื่อ "LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs" ปรากฏเพียง "LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT" ส่งผลให้ผู้ใช้เปิดดูไฟล์ดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว โปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการบุกรุกระบบอีกหลายๆ โปรแกรมก็ใช้วิธีการทำนองเดียวกันนี้ด้วย เช่น
Downloader (MySis.avi.exe หรือ QuickFlick.mpg.exe)
VBS/Timofonica (TIMOFONICA.TXT.vbs)
VBS/CoolNote (COOL_NOTEPAD_DEMO.TXT.vbs)
VBS/OnTheFly (AnnaKournikova.jpg.vbs)
ไฟล์ดังกล่าวจะถูกแนบไปกับ e-mail ที่ไวรัสเหล่านี้ส่งออกไป ผู้ใช้จะพบว่าไฟล์ที่ได้รับอยู่ในรูปแบบของไฟล์ข้อความ (.txt) ไฟล์รูปภาพ (.mpg) ไฟล์วีดีโอ (.avi) หรือไฟล์ชนิดอื่นๆ ที่ผู้ใช้เห็นว่าไม่น่าจะทำอันตรายต่อระบบ แต่ในความเป็นจริง ไฟล์เหล่านั้นมีส่วนการทำงานหรือเป็นโปรแกรมที่สามารถทำลายระบบได้ (เช่น เป็นไฟล์ .vbs หรือ .exe) รายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องและไวรัสที่ทำงานโดยวิธีนี้ สามารถอ่านได้จากเอกสาร Computer Virus Resource
http://www.cert.org/other_sources/viruses.html
11. โปรแกรมสนทนา (chat)
โปรแกรมสนทนาทางอินเทอร์เน็ต เช่นโปรแกรมที่ใช้ส่งข้อความผ่านเครือข่ายและโปรแกรม Internet Relay Chat (IRC) เป็นแอพลิเคชันที่ทำหน้าที่ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องผ่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โปรแกรมสนทนาที่ติดตั้งไว้ในเครื่องของผู้ใช้นั้นมีการจัดกลุ่มสำหรับผู้ใช้แต่ละคน เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ข้อมูล บทสนทนา ชื่อเว็บไซต์ และในหลายๆ ครั้งยังรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนไฟล์ชนิดต่างๆ ด้วย
ด้วยเหตุที่โปรแกรมสนทนาจำนวนมากอนุญาตให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนโปรแกรมที่จะนำไปใช้งาน ทำให้เกิดความเสี่ยงในลักษณะเดียวกับการส่ง e-mail แต่การใช้งานโปแกรมสนทนานี้ยังมีข้อจำกัดที่ความสามารถของโปรแกรมสนทนาในเครื่องในการสั่งให้ไฟล์ที่ได้รับมาทำงาน ดังนั้น ผู้ใช้จึงควรให้ความระมัดระวังในการแลกเปลี่ยนไฟล์กับกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก
12. การดักจับ Packet
การดักจับ packet เป็นการทำงานโดยอาศัยโปรแกรมดักจับข้อมูลในการเก็บข้อมูลที่ถูกส่งไปมาในเครือข่าย ข้อมูลเหล่านี้อาจรวมไปถึงชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และข้อมูลทางธุรกิจอื่นๆ ที่ถูกส่งในรูปที่ไม่มีการเข้ารหัส บางครั้งอาจทำให้ผู้ที่ทำการดักจับ packet ได้รับข้อมูลรหัสผ่านจากการกระทำนี้มากมาย ซึ่งผู้บุกรุกสามารถนำเอาค่ารหัสผ่านที่ได้นี้ไปใช้ในการบุกรุกระบบ ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่จะติดตั้งโปรแกรมดักจับ packet ไม่จำเป็นต้องได้รับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบแต่อย่างใด
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้งานผ่านสายชนิด DSL และการใช้งานแบบ dial-up ที่ใช้โดยทั่วไป ผู้ที่ใช้งานเคเบิลโมเด็มเป็นผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสูงสุดต่อการถูกดักจับ packet เนื่องมาจากผู้ใช้งานเคเบิลโมเด็มที่อยู่ใกล้เคียงกันจะถูกเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายเสมือนหนึ่งอยู่ในวงเครือข่าย LAN เดียวกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งของเครือข่ายเคเบิลโมเด็มติดตั้งโปรแกรมดักจับ packet ลงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนก็จะสามารถดักจับข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้าออกจากเคเบิลโมเด็มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ทันที
C. อุบัติเหตุ และความเสี่ยงอื่นๆ
ความเสี่ยงอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ว่าผู้ใช้จะเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเข้าสู่เครือข่ายหรือไม่ก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วความเสี่ยงประเภทนี้มักเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่ขออธิบายโดยละเอียด อย่างไรก็ตาม มีข้อควรจำข้อหนึ่งคือ ข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงประเภทนี้อาจจะช่วยลดจุดอ่อนอื่นๆ ที่เป็นความเสี่ยงของการเชื่อมต่อใช้งานเครือข่ายตามที่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อได้
1. ดิสก์ขัดข้อง
ความสามารถที่จะเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ ตรงกับ 1 ใน 3 คุณสมบัติที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลในข้อความพร้อมใช้ (ข้อมูลควรจะพร้อมให้ผู้ต้องการใช้ได้ทันที ในขณะที่ต้องการจะใช้) ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้จะไม่สามารถเรียกข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้กลับมาใช้งาน เช่น การที่สื่อเก็บข้อมูลได้รับความเสียหายทางกายภาพ ถูกทำลายหรือสูญหาย ข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์จึงได้รับผลความเสี่ยงจากอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลด้วย ความขัดข้องของฮาร์ดดิสก์เป็นสาเหตุทั่วไปที่ทำให้ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคนสูญหาย แนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดคือการใช้ระบบสำรองข้อมูล
2. กระแสไฟฟ้าขัดข้องหรือไม่สม่ำเสมอ
ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน (เช่น ไฟกระชาก ไฟตก เป็นต้น) เป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ทั้งยังทำให้ฮาร์ดดสก์ขัดข้องหรือเป็นอันตรายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แนวทางในการลดความเสี่ยงข้อนี้คือการนำเอาเครื่องป้องกันไฟกระชากหรือเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรอง (UPS) มาใช้งาน
3. การถูกโจรกรรม
การถูกโจรกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือเป็นวิธีการที่ทำให้สูญเสียความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งในข้อความลับและความพร้อมใช้ ทั้งยังทำให้ผู้ใช้เกิดความไม่แน่ใจว่าความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวจะยังคงเดิมหรือไม่ (ในกรณีที่ผู้ใช้สามารถกู้คืนข้อมูลมาได้) การมีระบบสำรองข้อมูล (ที่เก็บข้อมูลสำรองไว้ในสถานที่อื่น) เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ใช้กู้คืนข้อมูลทั้งหมดกลับมาได้ แต่การมีระบบสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยรักษาความลับของข้อมูล ผู้ใช้จำเป็นจะต้องนำเครื่องมือที่ช่วยในการเข้ารหัสมาใช้เข้ารหัสข้อมูลซึ่งเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ CERT/CC แนะนำให้ผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลสำคัญหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแบบต่างๆ) นำเครื่องมือเหล่านี้มาติดตั้งไว้ใช้งานในเครื่อง
ความปลอดภัยของข้อมูลจะพิจารณาจาก 3 ส่วนที่เกี่ยวข้องดังนี้
ความลับ - ข้อมูลควรจะถูกเรียกใช้ได้เฉพาะจากผู้ที่มีสิทธิ์ในการเข้าถึงเท่านั้น
ความสมบูรณ์ - ข้อมูลควรจะถูกแก้ไขได้เฉพาะจากผู้ได้รับสิทธิ์เท่านั้น จะต้องไม่ถูกเปลี่ยนแปลงโดยผู้อื่น ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรืออุบัติเหตุก็ตาม
ความพร้อมใช้ - ข้อมูลควรจะพร้อมให้ผู้ต้องการใช้ได้ทันที ในขณะที่ต้องการจะใช้
คำนิยามเหล่านี้นำไปประยุกต์ใช้กับการใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่บ้านได้เช่นเดียวกับการใช้งานเครือข่ายขององค์กร ผู้ใช้ทั่วไปคงไม่ต้องการให้ผู้อื่นอ่านเอกสารสำคัญของตน ในทำนองเดียวกัน ผู้ใช้ก็คงต้องการที่จะให้งานทั้งหมดที่ตนเองเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นความลับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลส่วนที่เกี่ยวกับการลงทุนหรือข้อความใน e-mail ที่ส่งไปยังเพื่อนและครอบครัวก็ตาม ผู้ใช้ควรจะสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ตนเองเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนจะยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและพร้อมให้เรียกใช้งานได้ตลอดเวลา
บางครั้ง ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการที่ผู้บุกรุกต้องการนำเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานเพื่อจุดประสงค์ร้าย แต่ก็มีความเสี่ยงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองกับอินเทอร์เน็ตก็ตาม (เช่น ความผิดพลาดของฮาร์ดดิสก์ การถูกลักขโมย กระแสไฟฟ้าที่ใช้งานไม่เพียงพอ) ข่าวร้ายก็คือ ผู้ใช้ไม่สามารถเตรียมการเพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้ทั้งหมด ส่วนข่าวดีก็คือ มีขั้นตอนง่ายๆ ที่ผู้ใช้สามารถนำไปใช้เพื่อลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ได้ นอกจากนั้น บางขั้นตอนยังช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะขึ้นทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตามที่ผู้ใช้อาจจะประสบได้อีกด้วย
ก่อนที่จะนำเสนอถึงวิธีการในการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานที่บ้าน จะขอนำเสนอถึงรายละเอียดของความเสี่ยงเหล่านี้พอสังเขป
B. การนำเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานเพื่อจุดประสงค์ร้าย
วิธีการที่ผู้บุกรุกนิยมนำไปใช้เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ในการควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานที่บ้าน ได้ถูกนำมาอธิบายไว้ตามหัวข้อด้านล่าง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถศึกษาได้ตามรายการในส่วนของ แหล่งอ้างอิง ด้านล่าง
โปรแกรม Trojan
Back door และโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกล (remote administration)
Denial of Service
การถูกใช้เป็นตัวกลางเพื่อการโจมตีระบบอื่นๆ
การไม่ป้องกันการแชร์ (share) ทรัพยากรบน Windows
Mobile code (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX)
Cross-site scripting
E-mail spoofing
E-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัส
ออปชัน "hide file extensions"
โปรแกรมสนทนา (chat)
การดักจับ Packet
1. โปรแกรม Trojan
โปรแกรม Trojan เป็นวิธีการที่ผู้บุกรุกโดยทั่วไปใช้ในการหลอกลวงผู้ใช้เพื่อลักลอบติดตั้งโปรแกรมจำพวก back door (บางครั้งเรียกวิธีการดังกล่าวนี้ว่า "social engineering" ซึ่งหมายถึงเทคนิคการเข้าถึงข้อมูลในระบบด้วยการหลอกลวงหรือล่อหลอกให้ผู้อื่นหลงเชื่อ) ด้วยวิธีการนี้ทำให้ผู้บุกรุกเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ทั่วไปโดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว หลังจากนั้นผู้บุกรุกสามารถแก้ไขค่าใดๆ ในระบบ หรือนำเอาไวรัสคอมพิวเตอร์เข้ามาติดไว้ในเครื่องได้โดยง่าย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ trojan สามารถศึกษาได้จาก
http://www/cert.org/advisories/CA-99-02-Trijan-Horses.html
2. Back door และโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกล (remote administration)
สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ เครื่องมือที่ผู้บุกรุกนิยมใช้เพื่อให้ตนเองได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจากระยะไกลมี 3 อย่างคือ BackOrifice, Netbus และ SubSeven หลังจากที่ Back door หรือโปรแกรมควบคุมระบบจากระยะไกลเหล่านี้ถูกติดตั้งไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว จะทำให้ผู้อื่นที่อยู่ภายนอกเข้าถึงและสามารถควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นได้ จึงขอให้ผู้ใช้ทำการศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารของ CERT เรื่องช่องโหว่เกี่ยวกับ BackOrifice ซึ่งภายในเอกสารฉบับนี้จะอธิบายถึงวิธีการทำงานและกาตรวจหา รวมถึงการป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จาก BackOrifice ที่นี่
http://www.cert.org/vul_notes/VN-98.07.backorifice.html
3. Denial of Service
Denial of Service (DoS) เป็นการโจมตีอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้หยุดการทำงานโดยไม่ทราบสาเหตุหรือทำให้การทำงานของเครื่องเพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งผู้ใช้ไม่สามารถใช้งานได้ ในหลายกรณี การนำ patch ล่าสุดมาติดตั้งลงในเครื่องจะช่วยป้องกันการโจมตีแบบนี้ได้ รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Denial of Service ได้ถูกอธิบายในเอกสารต่อไปนี้
http://www.cert.org/advisories/CA-2000-01.html
ข้อควรจำสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ บางครั้งแทนที่เครื่องของผู้ใช้จะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีแบบ Denial of Service กลับถูกนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างการโจมตี Denial of Service ไปยังระบบอื่นแทนก็ได้
4. การถูกใช้เป็นตัวกลางเพื่อการโจมตีระบบอื่นๆ
ในหลายๆ ครั้ง ที่ผู้บุกรุกนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองได้รับสิทธิ์ในการเข้าใช้งานไปใช้เป็นตัวกลางในการโจมตีระบบอื่น ตัวอย่างเช่น วิธีการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service (DDoS) นั่นคือ ผู้บุกรุกจะติดตั้ง "agent" (ส่วนใหญ่มักเป็นโปรแกรมประเภท trojan) ให้ทำงานในเครื่องที่ตนเองได้รับสิทธิ์เข้าใช้งานดังกล่าว เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นพร้อมที่จะรับคำสั่งต่อไป หลังจากที่ผู้บุกรุกสร้างเครื่องที่จะทำหน้าที่เป็น agent ได้ตามจำนวนที่ต้องการแล้ว จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็น "handler" ทำการสั่งให้เครื่องที่เป็น agent ทั้งหมดทำการโจมตีแบบ Denial of Service ไปยังระบบอื่น ดังนั้น เป้าหมายสุดท้ายของการโจมตีจึงไม่ใช่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้โดยตรง แต่เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เป็นเพียงเครื่องช่วยขยายขอบเขตในการโจมตี
5. การไม่ป้องกันการแชร์ (share) ทรัพยากรบนวินโดวส์
การแชร์ทรัพยากรของเครือข่ายที่ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซึ่งไม่รับการป้องกันที่เพียงพอสามารถเกิดเป็นช่องโหว่ให้ผู้บุกรุกใช้เป็นช่องทางในการติดตั้งเครื่องมือเพื่อใช้ในการโจมตีทางอินเทอร์เน็ตลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นได้มากมาย เนื่องจากความปลอดภัยของเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละที่ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมีความสัมพันธ์กัน เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องใดๆ ก็ตามที่ถูกบุกรุกไม่เพียงแต่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เป็นเจ้าของเครื่องเท่านั้น แต่ยังจะส่งผลกระทบต่อเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตด้วย ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยบนโลกอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบันนี้มีผลมาจากเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ดโดยขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรของเครือข่ายที่เพียงพอ รวมกับเครื่องมือในการโจมตีซึ่งมีอยู่แพร่หลาย ดังเช่นตัวอย่างที่ได้แสดงไว้ในนี้
http://www.cert.org/incident_notes/IN-2000-01.html
นอกจากนั้น ยังมีภัยจากโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการโจมตีหรือทำลายระบบ เช่น ไวรัส หรือ worm เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรบนเครือข่าย โปรแกรมเหล่านี้จะสามารถแพร่กระจายเข้าไปในเครื่องได้โดยง่าย ตัวอย่างเช่น กรณีของ worm ชื่อ 911 ซึ่งได้อธิบายไว้ที่นี่
http://www.cert.org/incident_notes/IN-2000-03.html
ด้วยสาเหตุของการขาดการป้องกันการแชร์ทรัพยากรบนเครือข่ายนี้เองนี้เอง ส่งผลให้เครื่องมือบุกรุกชนิดอื่นๆ สามารถเข้าไปใช้งานหรือทำลายระบบได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว
6. Mobile code (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX)
มีการรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้ "mobile code" (เช่น Java, JavaScript และ ActiveX) ซึ่งโค้ดประเภทนี้ถือเป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมแบบหนึ่ง (บางครั้งอาจเรียกว่าสคริปต์) มีคุณสมบัติพิเศษคือ เป็นภาษาอนุญาตให้ผู้พัฒนาเว็บเขียนโปรแกรมขึ้นมา แล้วนำโปรแกรมที่ได้ไปทำงานบนบราวเซอร์ของผู้ใช้แต่ละคน (ต่างจากโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาอื่นๆ ซึ่งโปรแกรมจะทำงานที่เครื่องให้บริการ) ถึงแม้ว่าโค้ดที่เขียนขึ้นแบบนี้จะมีประโยชน์ต่อการใช้งาน แต่ก็เป็นวิธีการที่ผู้บุกรุกสามารถนำไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ (เช่น ผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ใดบ้าง) หรือเพื่อให้เกิดการเรียกโปรแกรมที่ใช้ในการบุกรุกระบบอื่นๆ ให้ทำงานที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถแก้ไขได้โดยการยกเลิกการใช้งาน Java, JavaScript และ ActiveX ที่เว็บบราวเซอร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตน ซึ่งทาง CERT ขอแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนนำไปปฏิบัติทุกครั้งที่เข้าไปที่เว็บไซต์ที่ไม่คุ้นเคย หรือไม่น่าเชื่อถือ
นอกจากการเปิดเว็บแล้ว อีกทางหนึ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยงคือการโค้ดประเภทนี้ร่วมกับโปรแกรมรับส่ง e-mail ซึ่งโปรแกรมรับส่ง e-mail หลายโปรแกรมใช้โค้ดในลักษณะเดียวกับการที่บราวเซอร์ใช้ในการแสดงผล ทำให้ผลกระทบที่ได้รับจากการใช้งาน e-mail ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับการใช้งานเว็บ
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโค้ดที่มีจุดประสงค์ในการทำความเสียหายให้แก่ระบบอยู่ที่ http://www.cert.org/tech_tips/malicious_code_FAQ.html
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้งาน ActiveX อยู่ที่ http://www.cert.org/archive/pdf/activeX_report.pdf
7. Cross-site scripting
ผู้พัฒนาเว็บโดยมีจุดประสงค์ร้ายบางคนอาจจะเขียนสคริปต์การทำงานบางอย่างรวมไว้ในโค้ดโปรแกรมของตน แล้วส่งไปยังเว็บไซต์ เช่น ค่า URL (Uniform Resource Locator), ส่วนใดส่วนหนึ่งของฟอร์ม หรือการสืบค้นฐานข้อมูล หลังจากนั้น เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวตอบรับการขอใช้งานจากผู้ใช้ สคริปต์ส่วนดังกล่าวนี้จะถูกส่งมายังบราวเซอร์ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ด้วย
ช่องทางที่ผู้ใช้ทำให้เว็บบราวเซอร์ของตนเองได้รับสคริปต์จำพวกนี้ได้แก่
เรียกดูลิงก์ (link) ตามที่ปรากฏในเว็บเพจ, e-mail หรือข้อความที่ปรากฏใน newsgroup โดยไม่ทราบว่าปลายทางของลิงก์ดังกล่าวคือที่ใด
ใช้งานฟอร์มที่ทำงานแบบ interactive ของเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ
เรียกดูที่ห้องสนทนาหรืออื่นๆ ที่อนุญาตให้ผู้ใช้แต่ละคนใส่ข้อมูลที่เป็นทั้งข้อความธรรมดาและข้อความแบบ HTML ลงไปได้ และมีการอัพเดตตัวเองอยู่ตลอดเวลา
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงนี้ได้แสดงไว้ในหัวข้อ malicious code ที่ CA-2000-02 Malicious HTML Tags Embedded in Client Web Requests
8. E-mail spoofing
E-mail "spoofing" คือ e-mail ที่ถูกส่งเข้ามาในระบบโดยที่ชื่อต้นทางของ e-mail ที่ปรากฏกับต้นทางของ e-mail ที่ใช้ส่งจริงไม่ตรงกัน จุดมุ่งหมายของ e-mail spoofing คือการลวงให้ผู้ได้รับเข้าใจผิด เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบ หรือข้อมูลสำคัญ (เช่น รหัสผ่าน)
การส่ง e-mail โดยการ spoof นี้มีตั้งแต่ระดับที่ส่งเพื่อล้อเล่นไม่ได้มีเจตนาร้ายแรงใดๆ จนถึงระดับที่เป็น social engineering ตัวอย่างเช่น
e-mail จากผู้ดูแลระบบที่ส่งไปยังผู้ใช้ เพื่อสั่งให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านของตนเองไปเป็นรหัสผ่านที่ผู้ส่งต้องการ พร้อมทั้งข่มขู่ผู้ใช้ว่า ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงจะถูกระงับการใช้งาน
e-mail ที่ปลอมว่าส่งจากผู้มีอำนาจร้องขอให้ผู้ใช้ส่งสำเนาไฟล์รหัสผ่านหรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ กลับมา
ผู้ใช้จึงควรระลึกไว้เสมอว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้ให้บริการ (เช่น บริการอินเทอร์เน็ต) ร้องขอให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงรหัสผ่าน ผู้ให้บริการจะต้องไม่กำหนดว่ารหัสผ่านใหม่ของผู้ใช้ควรจะเป็นอะไร นอกจากนั้น ผู้ให้บริการที่ถูกกฎหมายจะไม่ขอให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลรหัสผ่านไปให้ผู้บริการผ่านทาง e-mail ถ้าผู้ใช้คนใดสงสัยว่าตนเองได้รับ e-mail จากผู้ส่งที่มีเจตนาร้าย และ e-mail ดังกล่าวที่มีการ spoof ชื่อผู้ส่ง ขอให้ติดต่อไปยังผู้ให้บริการของท่านโดยทันที
9. E-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัส
ไวรัสและโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการทำลายระบบอื่นๆ มักจะแพร่กระจายผ่านการแนบไปกับ e-mail ดังนั้น ก่อนที่ผู้ใช้จะเปิดไฟล์แนบใดๆ ที่ส่งมากับ e-mail ผู้ใช้ควรจะแน่ใจก่อนว่าไฟล์นั้นมาจากที่ใด ซึ่งการทราบถึงแหล่งที่มาของไฟล์นั้น ไม่ได้หมายถึงการที่ผู้ใช้ทราบว่าใครเป็นผู้ส่ง e-mail มาให้ตนเองเท่านั้น ยกตัวอย่างกรณีของไวรัส Melissa (อ่านรายละเอียดได้จากส่วน แหล่งอ้างอิง) แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากถูกส่งจาก e-mail address ที่ผู้รับคุ้นเคย นอกจากนั้นโค้ดโปรแกรมที่มีจุดประสงค์ร้ายหลายอันอาจจะแพร่กระจายผ่านโปรแกรมที่ให้ความบันเทิงหรือโปรแกรมล่อลวงอื่นๆ
ผู้ใช้จึงไม่ควรเรียกใช้งานโปรแกรมใดๆ ถ้าหากไม่แน่ใจว่าถูกพัฒนาขึ้นโดยนักพัฒนาโปรแกรมหรือบริษัทที่เชื่อถือหรือไม่ และยังไม่ควรส่งโปรแกรมที่ตนเองไม่รู้ที่มาไปให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานโดยเด็ดขาด แม้ว่าโปรแกรมดังกล่าวจะเป็นโปรแกรมที่ให้ความสนุกสนานก็ตาม เพราะโปรแกรมลักษณะดังกล่าวมักจะมีโปรแกรม trojan แฝงมาด้วยเสมอ
10. ออปชัน "hide file extensions"
ในระบบปฏิบัติการวินโดวส์จะมีออปชันอย่างหนึ่งคือ "Hide file extensions for known file types" เป็นออปชันที่สั่งให้ระบบซ่อนนามสกุล 3 ตัวหลังสุด (extension) ของไฟล์ที่ระบบรู้จักไว้เพื่อให้สะดวกต่อการเรียกดูไฟล์บนหน้าจอ ซึ่งโดยปกติแล้วระบบจะตั้งค่าให้ออปชันนี้ทำงาน แต่ผู้ใช้สามารถยกเลิกการใช้งานออปชันนี้ได้เพื่อให้มีการแสดงนามสกุลของไฟล์ทั้งหมดบนหน้าจอ e-mail ที่ส่งมาพร้อมกับไวรัสหลายฉบับใช้ช่องโหว่ข้อนี้ในการโจมตี ตัวอย่างเช่น worm ชื่อ VBS/LoveLetter ที่ใช้การซ่อนนามสกุล 3 ตัวหลังสุดของไฟล์ที่ส่งมากับ e-mail ทำให้ไฟล์ที่ชื่อ "LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT.vbs" ปรากฏเพียง "LOVE-LETTER-FOR-YOU.TXT" ส่งผลให้ผู้ใช้เปิดดูไฟล์ดังกล่าวโดยไม่รู้ตัว โปรแกรมที่มีจุดประสงค์ในการบุกรุกระบบอีกหลายๆ โปรแกรมก็ใช้วิธีการทำนองเดียวกันนี้ด้วย เช่น
Downloader (MySis.avi.exe หรือ QuickFlick.mpg.exe)
VBS/Timofonica (TIMOFONICA.TXT.vbs)
VBS/CoolNote (COOL_NOTEPAD_DEMO.TXT.vbs)
VBS/OnTheFly (AnnaKournikova.jpg.vbs)
ไฟล์ดังกล่าวจะถูกแนบไปกับ e-mail ที่ไวรัสเหล่านี้ส่งออกไป ผู้ใช้จะพบว่าไฟล์ที่ได้รับอยู่ในรูปแบบของไฟล์ข้อความ (.txt) ไฟล์รูปภาพ (.mpg) ไฟล์วีดีโอ (.avi) หรือไฟล์ชนิดอื่นๆ ที่ผู้ใช้เห็นว่าไม่น่าจะทำอันตรายต่อระบบ แต่ในความเป็นจริง ไฟล์เหล่านั้นมีส่วนการทำงานหรือเป็นโปรแกรมที่สามารถทำลายระบบได้ (เช่น เป็นไฟล์ .vbs หรือ .exe) รายละเอียดเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องและไวรัสที่ทำงานโดยวิธีนี้ สามารถอ่านได้จากเอกสาร Computer Virus Resource
http://www.cert.org/other_sources/viruses.html
11. โปรแกรมสนทนา (chat)
โปรแกรมสนทนาทางอินเทอร์เน็ต เช่นโปรแกรมที่ใช้ส่งข้อความผ่านเครือข่ายและโปรแกรม Internet Relay Chat (IRC) เป็นแอพลิเคชันที่ทำหน้าที่ในการรับและส่งข้อมูลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์สองเครื่องผ่นเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โปรแกรมสนทนาที่ติดตั้งไว้ในเครื่องของผู้ใช้นั้นมีการจัดกลุ่มสำหรับผู้ใช้แต่ละคน เพื่อเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ข้อมูล บทสนทนา ชื่อเว็บไซต์ และในหลายๆ ครั้งยังรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนไฟล์ชนิดต่างๆ ด้วย
ด้วยเหตุที่โปรแกรมสนทนาจำนวนมากอนุญาตให้ผู้ใช้แลกเปลี่ยนโปรแกรมที่จะนำไปใช้งาน ทำให้เกิดความเสี่ยงในลักษณะเดียวกับการส่ง e-mail แต่การใช้งานโปแกรมสนทนานี้ยังมีข้อจำกัดที่ความสามารถของโปรแกรมสนทนาในเครื่องในการสั่งให้ไฟล์ที่ได้รับมาทำงาน ดังนั้น ผู้ใช้จึงควรให้ความระมัดระวังในการแลกเปลี่ยนไฟล์กับกลุ่มคนที่ไม่รู้จัก
12. การดักจับ Packet
การดักจับ packet เป็นการทำงานโดยอาศัยโปรแกรมดักจับข้อมูลในการเก็บข้อมูลที่ถูกส่งไปมาในเครือข่าย ข้อมูลเหล่านี้อาจรวมไปถึงชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และข้อมูลทางธุรกิจอื่นๆ ที่ถูกส่งในรูปที่ไม่มีการเข้ารหัส บางครั้งอาจทำให้ผู้ที่ทำการดักจับ packet ได้รับข้อมูลรหัสผ่านจากการกระทำนี้มากมาย ซึ่งผู้บุกรุกสามารถนำเอาค่ารหัสผ่านที่ได้นี้ไปใช้ในการบุกรุกระบบ ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ผู้ที่จะติดตั้งโปรแกรมดักจับ packet ไม่จำเป็นต้องได้รับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบแต่อย่างใด
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างการใช้งานผ่านสายชนิด DSL และการใช้งานแบบ dial-up ที่ใช้โดยทั่วไป ผู้ที่ใช้งานเคเบิลโมเด็มเป็นผู้ที่ได้รับความเสี่ยงสูงสุดต่อการถูกดักจับ packet เนื่องมาจากผู้ใช้งานเคเบิลโมเด็มที่อยู่ใกล้เคียงกันจะถูกเชื่อมต่อเข้าสู่เครือข่ายเสมือนหนึ่งอยู่ในวงเครือข่าย LAN เดียวกัน หากผู้ใช้คนใดคนหนึ่งของเครือข่ายเคเบิลโมเด็มติดตั้งโปรแกรมดักจับ packet ลงที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนก็จะสามารถดักจับข้อมูลทั้งหมดที่ส่งเข้าออกจากเคเบิลโมเด็มอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงได้ทันที
C. อุบัติเหตุ และความเสี่ยงอื่นๆ
ความเสี่ยงอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือความเสี่ยงที่เกิดขึ้นไม่ว่าผู้ใช้จะเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเข้าสู่เครือข่ายหรือไม่ก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วความเสี่ยงประเภทนี้มักเป็นสิ่งที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกคนทราบดีอยู่แล้ว จึงไม่ขออธิบายโดยละเอียด อย่างไรก็ตาม มีข้อควรจำข้อหนึ่งคือ ข้อปฏิบัติง่ายๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงประเภทนี้อาจจะช่วยลดจุดอ่อนอื่นๆ ที่เป็นความเสี่ยงของการเชื่อมต่อใช้งานเครือข่ายตามที่ได้อธิบายไว้ในหัวข้อได้
1. ดิสก์ขัดข้อง
ความสามารถที่จะเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บไว้ ตรงกับ 1 ใน 3 คุณสมบัติที่ใช้ในการพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลในข้อความพร้อมใช้ (ข้อมูลควรจะพร้อมให้ผู้ต้องการใช้ได้ทันที ในขณะที่ต้องการจะใช้) ถึงแม้ว่าจะมีความเป็นไปได้ที่ผู้ใช้จะไม่สามารถเรียกข้อมูลทั้งหมดที่เก็บไว้กลับมาใช้งาน เช่น การที่สื่อเก็บข้อมูลได้รับความเสียหายทางกายภาพ ถูกทำลายหรือสูญหาย ข้อมูลที่เก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์จึงได้รับผลความเสี่ยงจากอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลด้วย ความขัดข้องของฮาร์ดดิสก์เป็นสาเหตุทั่วไปที่ทำให้ข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้แต่ละคนสูญหาย แนวทางแก้ไขที่ดีที่สุดคือการใช้ระบบสำรองข้อมูล
2. กระแสไฟฟ้าขัดข้องหรือไม่สม่ำเสมอ
ปัญหาจากกระแสไฟฟ้าที่เครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งาน (เช่น ไฟกระชาก ไฟตก เป็นต้น) เป็นสาเหตุให้เครื่องคอมพิวเตอร์เสียหาย ทั้งยังทำให้ฮาร์ดดสก์ขัดข้องหรือเป็นอันตรายต่อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ แนวทางในการลดความเสี่ยงข้อนี้คือการนำเอาเครื่องป้องกันไฟกระชากหรือเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าสำรอง (UPS) มาใช้งาน
3. การถูกโจรกรรม
การถูกโจรกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ ถือเป็นวิธีการที่ทำให้สูญเสียความปลอดภัยของข้อมูล ทั้งในข้อความลับและความพร้อมใช้ ทั้งยังทำให้ผู้ใช้เกิดความไม่แน่ใจว่าความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวจะยังคงเดิมหรือไม่ (ในกรณีที่ผู้ใช้สามารถกู้คืนข้อมูลมาได้) การมีระบบสำรองข้อมูล (ที่เก็บข้อมูลสำรองไว้ในสถานที่อื่น) เป็นวิธีการที่ทำให้ผู้ใช้กู้คืนข้อมูลทั้งหมดกลับมาได้ แต่การมีระบบสำรองข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยรักษาความลับของข้อมูล ผู้ใช้จำเป็นจะต้องนำเครื่องมือที่ช่วยในการเข้ารหัสมาใช้เข้ารหัสข้อมูลซึ่งเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ของเครื่องคอมพิวเตอร์ CERT/CC แนะนำให้ผู้ใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีข้อมูลสำคัญหรือมีความเสี่ยงที่จะถูกโจรกรรม (เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พกพาแบบต่างๆ) นำเครื่องมือเหล่านี้มาติดตั้งไว้ใช้งานในเครื่อง
Subscribe to:
Posts (Atom)